ตอนที่ 1 แชร์เรื่อง นศ.ทำงานพิเศษในญี่ปุ่น ทำงานมาเกือบ 10 ที่ บอกเล่าความจริงไม่มีปิดสำหรับคนที่อยากทำงานพิเศษ

 

ขอเล่าก่อนว่า ทำไมถึงได้หาทำงานพิเศษอะไรเยอะขนาดนี้

เราได้ทุนค่าเล่าเรียนแค่ 80% เพราะฉะนั้นอีก 20% ต้องออกเอง ตกปีละประมาณ 90,000 บาท ไม่รู้ว่าแพงหรือถูก เพราะได้มาเรียนถึงเมืองนอก ในความคิดเราก็ถือว่าคุ้มค่ะ แต่ที่นี้เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวต้องออกเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง น้ำ ไฟ มือถือ ค่ากิน ฯลฯ อะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งก็ไม่ใช่ถูกๆเลย ตอนนั้นเงินเยนก็แพงมากกกกก 100 เยน 40 บาทได้ แล้วเราเป็นคนชอบท่องเที่ยว ซื้อของ กินอาหารอร่อยๆ แบบนี้ เงินเดือนที่แม่ให้เดือนละ 80,000+ เยน ก็ไม่พอค่ะ แม่ก็บอกเลยว่า “ถ้าใช้เงินเก่ง ก็ต้องหาเงินให้เก่ง” จำได้ถึงทุกวันนี้ เป็นแรงให้เราทำงานเยอะๆมาตลอดเลย

 

ตอนที่ 1 เปิดประสบการณ์แรกด้วย ร้านอาหารไทย

สวัสดีค่ะ ขอออกตัวก่อนว่าเป็นนศ.ที่ได้ทุนมาเรียนที่มหาลัยแห่งนึงในภูมิภาคคิวชู 
อยู่ในชนบทนิดๆ เป็นเมืองเล็กๆ และตอนนี้ชื่อเสียงของมหาลัยนี้กำลังได้รับความนิยม
 เดากันต่อไปเองว่าชื่อมหาลัยอะไรนะคะ

เรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำงานพิเศษของเรามีเยอะแยะมากก 
เราเลยอยากแชร์ให้ทุกคนได้รู้กัน มีคำถามอะไรสอบถามได้ตลอดค่ะ 
ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/JeeJapan.Lifestyle

ไหนจะโดนด่า ดูถูก กดดันเต็มไปหมด แถมยังเคยโดนชวนไปทำงานกลางคืนหลายต่อหลายครั้งเลย แล้วเราเลือกอะไรไป ยังไงก็ลองอ่านดูนะคะว่าชีวิตนศ.ที่เรียนไปทำงานพิเศษไปนั้นเป็นอย่างไร และ 
1 อาทิตย์มี 7 วัน เราทำงานทั้ง 7 วันเลยค่ะ มีบางครั้งที่จะสอบก็ขอหยุดทำงาน อ่านหนังสือสอบค่ะ

ตอนปี 1 เทอม 2 (หลังอยู่ญี่ปุ่นมาครึ่งปีได้) ก็เริ่มหางานพิเศษทำ (ต่อไปขอเรียกงานพิเศษว่า “ไบท์” นะคะ) 
ขอบอกเลยว่าตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เก่งอะไรเลยยยยยย สื่อสารไม่ค่อยได้ ได้งูๆปลาๆมากกก เพราะจบสายวิทย์-คณิตมา ภาษาญี่ปุ่นเคยเรียนเมื่อตอนอายุ 10 ขวบ ก็แทบจำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ 

เพิ่งเคยจะมาญี่ปุ่นครั้งแรก และ หาไบท์เนี่ยะ แหม่ ตื่นเต้นมากๆค่ะ เพราะไม่รู้จะไปเริ่มจากที่ไหน แต่เพราะอยากได้เงินมาชอปปิ้งเลยทำตามแบบแพทเทินคนไทยเลยค่ะ อย่างแรกเลย หาร้านอาหารไทย หาเองในอินเตอร์เนต และโชคก็ช่วยเจออยู่ที่นึง ใกล้ๆสถานีรถไฟด้วย แอบรู้จักแถวๆนั้น ดูวันเวลาเปิด-ปิดเรียบร้อย เตรียมตัวไปถามเจ้าของร้านโดยตรงเลยค่ะ 


**แต่ตามธรรมเนียมคนญี่ปุ่นแล้วต้องโทรศัพท์ไปก่อน 
ซึ่งเราไม่เก่งภาษาญี่ปุ่นโทรไปก็ฟังไม่ออกแน่ ขอไปเจอเลยดีกว่า**



มาถึงตอนที่ร้านกำลังเปิดพอดี ซึ่งคนที่เจอคนแรกคือรุ่นพี่คนไทยค่ะ รู้สึกเบาใจนิดนึง 
ก็บอกพี่ไปว่าอยากทำไบท์ ไม่นานนักสัก 2 นาที เจ้าของร้านก็มา (เป็นคนญี่ปุ่น)
พี่เขาก็คุยให้ เพราะพี่เขาจะจบแล้ว กำลังจะออกพอดี โอ้ววววว โชคช่วยมากกกกกก
เจ้าของร้าน เขาให้เราเรียกว่า มาม๊าซัง และเมื่อคุยอะไรเรียบร้อย มาม๊าซังก็กำหนดวันมาให้เราเริ่มฝึกงานคู่กับรุ่นพี่ก่อน

วันฝึกงาน
เราจะต้องมาก่อนเวลาร้านเปิดสัก 30 นาที คือ เปิด 18.00 ต้องมาประมาณ 17.30 ค่ะ 
ตอนแรกก็แบบไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเป็นงานแรก แต่พอไปทำงานที่อื่นแล้วรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบเยอะไปมั้ย เงินที่จะให้ก็นับตั้งแต่ 18.00 เป็นต้นไป งานไบท์ที่อื่นให้มาก่อนเวลาอย่างน้อย 5 นาทีด้วยซ้ำอะ (17.55) 
ที่มาเร็วนี่ต้องมาเปลี่ยนชุดไทย และทำความสะอาดร้าน และล้างห้องน้ำ ก่อนที่จะเปิดร้านค่ะ  ดูเหมือนนิดเดียว เราก็คิดอย่างเดียวว่า ทำไปเถอะงานแรกขอประสบการณ์ แต่ว่าที่อื่นจะให้เงินตรงนี้ด้วยล่ะค่ะ แอบเซง ตอนที่ได้รู้อะไรเยอะขึ้น

มาม๊าซังบอกว่าฝึกงาน 1 เดือนกับรุ่นพี่ทุกครั้ง ให้ชม.ละ 650 เยน ซึ่งหลังจากนั้นก็จะได้เงินชม.ละ 700 เยน และทำคนเดียวค่ะ 



ร้านอาหารไทยที่นี่ออกแนวอิซะกะยะ (คือร้านนั่งดื่ม) 
สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำทั้งหมด!!! ยกเว้น ทำอาหารไทยเพราะว่ามาม๊าซัง จะเป็นคนทำค่ะ



เราจะยืนประจำที่ตรงนี้ค่ะ คอยมองลูกค้าสั่งอาหาร
ที่เราจะทำส่วนใหญ่ๆคือ ทำเครื่องดื่ม (พวกคอกเทล), ทำไข่เจียว, ไข่ดาว (ตอนคนสั่งผัดกระเพรา), ต้มยำ, เสริฟ, รับออเดอร์, เก็บจาน, ล้างจาน ประมาณนี้ ทำแบบนี้วนไปมาทุกครั้งที่ไปทำไบท์ค่ะ



ทำเครื่องดื่มยากที่สุด เพราะมีตั้ง เกือบ 80 ชนิดที่ต้องจำให้ได้ สั่งทีก็ต้องดูโพยที่มาม๊าซังเขียนไว้ให้ จะบ้าตาย นี่เรามาทำไบท์ร้านอาหารไทยหรือมาทำไบท์ในบาร์กันแน่ 55555 ลูกค้าส่วนมากที่มากินก็เป็นลูกค้าของลูกสาวเขา ที่ทำร้านสแน๊คค่ะ เพราะฉะนั้นลูกค้าจะสั่งคอกเทล เหล้า เบียร์ สาเก ทุกครั้ง ไม่ค่อยมีใครสั่งอะไรง่ายๆ เช่น เครื่องอัดลม – –

เรื่องที่อยากเล่าคือ
มาม๊าซังเหมือนคนโรคจิตอะค่ะ ชอบว่า ชอบบ่น 

ตอนทำกับรุ่นพี่ไม่เห็นโดนอะไร พอทำเองคนเดียวแล้วโดนว่ามากมาย 
(แต่จริงๆแล้วรุ่นพี่ก็โดนค่ะ) โดนหาว่าจนบ้างล่ะ มาเรียนนี่ไหวหรอ เยอะแยะมากมาย 

ไหนจะรินเบียร์ ที่โดนว่าเกือบทุกครั้งว่าฟองเบียร์เยอะเกินไปอีกค่ะ แต่ก็เข้าใจนะคะว่าผิดเอง 
แต่คือไม่ได้ครึ่งแก้วสักหน่อยนะเห้ยย นิดเดียวเอง นิดเดียวเองจริงๆค่ะ 
เขาตักฟองเบียร์ออกมาแค่ 2 ช้อนเอง ไม่ใช่ครั้งเดียวนะคะ หลายครั้งมากกกก 
จนบางครั้งรู้สีกรำคาญว่าไม่มาทำเองล่ะ จะมาจับผิดชั้นอะไรนักหนา 
ตอนมาม๊าซังทำเองก็พอๆกับที่เรารินไปเสริฟอะละ เชอะ -*- 

ต่อที่เรื่องอาหาร โดยปกติแล้ว ทำไบท์ในร้านอาหารแบบนี้จะได้ข้าวกล่องกลับบ้านให้กินค่ะ 
แต่นี่ไม่มีเลย มาม๊าซังขี้งกมากกกกกกกก
เวลาลูกค้าออกจากร้านแล้ว ชอบเอาของเหลือจากลูกค้ามาให้เรากิน 

แบบว่า “เอานี่กินสิ อร่อยนะ” “เอากลับบ้านไปกินสิ” อะไรแบบนี้ 
มาม๊าซังก็หยิบกินเอาๆ เลยนะคะ กินแต่ของดีๆก่อน พอเหลือผักอะไรแบบนี้แล้วค่อยมาถามเรา 
แต่เราไม่เคยกินนะคะ ปฏิเสธตลอด  แหมม เราก็กลัวนะคะ ขี้ปากใครก็ไม่รู้ เป็นโรคอะไรมารึป่าว 
แล้วคือมันใช่หรอที่จะมากินของเหลือแบบนี้ คือ เอิ่มมากกกกก 

เราเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดอะไร แต่พอโดนว่า+ดูถูกบ่อยๆ เราก็เริ่มรำคานขึ้นมาแล้วล่ะค่ะ 
วันนั้นเราเลยจัดเต็ม แต่งชุดดูดี สะพายกระเป๋าหลุย ใส่โรแลกไป 
แน่นอนว่าไปสายนิดนึงเพื่อที่มาม๊าซังจะอยู่ในร้านพอดี ให้แม่งได้เห็นจะๆไปเลย หึหึหึหึ 
และมาม๊าซังก็เห็นค่ะ มีถามด้วยว่าไปไหนมาหรอ 
เราก็ตอบตามความเป็นจริงว่าไป 

“เพิ่งเรียนเสร็จ ตรงมาจากมหาลัยเลย ขอโทษที่มาสายนะคะ”  หึหึหึหึหึหึ

แต่ความจริงแล้ว แต่ตัวรออยู่ที่บ้านตั้งแต่บ่าย 3 ละ 555555 (เว่อไป ประมาณ 5 โมงนะคะ อิอิ)
แหม่ ตั้งแต่วันนั้นก็เงียบไปเลยค่ะ มีให้ลูกสาวถือแบรนเนมมาโชว์บ่อยๆด้วยนะ 

แต่ก่อนไม่เห็นจะมีเลย รู้สึกสะใจนิดๆ หึหึหึหึ 

พอมาคิดแล้วอาจจะเป็นเพราะ ทุกครั้งเราก็ใส่ยีนส์ เสื้อยืดธรรมดาไปทำ 

คิดว่ายังไงก็ต้องเปลี่ยนชุดไทยอยู่แล้วจะเอาไรมาก 
แถมเสื้อผ้าก็เหม็นกลิ่นอาหารอีกต่างหาก ใส่ดีๆไปเสื้อผ้าก็เสียหมดสิยะ -..-

บทสนทนานึงระหว่างเรากะมาม๊าซัง ซึ่งวันนึงอยู่ๆมาม๊าซังก็ถามเราว่า
มาม๊าซัง – อยากไปทำงานร้านสแน๊คของลูกสาวมั้ย ทำงานง่ายๆ แค่นั่งคุยและรินเหล้าให้ลูกค้า
เรา – …. (อึ้งไป 2 วิ)
มาม๊าซัง – (พูดต่ออย่างไม่ติดขัด) ชม.ละ 1,500 เยน ถ้าโปรแล้วก็จะ 1,800 เยน อยากลองก่อนมั้ย
เรา – เอ่ออ…ไม่รู้เหมือนกันค่ะ
มาม๊าซัง – ไม่ค่อยอยากทำสินะ
เรา – ที่มหาลัยมีกฏห้ามทำอะค่ะ
มาม๊าซัง – เอาไปคิดดูก่อนก็ได้นะ
เรา – …….
จบบทสนทนา จากนั้นเราก็เช็คจานของเราไป มาม๊าซังก็นั่งอ่านนิตยาสารเล่น พอดีไม่มีลูกค้าเข้าอะค่ะ 
นึกว่าจะจบแค่ถามวันนั้น เพราะไม่เห็นพูดถึงอีกเลย อยู่ดีๆรุ่นพี่ก็โทรศัพท์เข้ามา

รุ่นพี่ – ฮัลโหล จี้ หรอ (ชื่อเราเองค่ะ) เนี่ยะ มาม๊าซังบอกพี่ให้มาชวนจี้ทำร้านสแน๊คของลูกสาวเขาอะ
เรา – อ้อออ  มาม๊าซังเคยบอกแล้วค่ะ ทำไมหรอคะ
รุ่นพี่ – เขาอยากให้จี้เข้าทำงาน
เรา – พี่ทำอยู่หรอคะ
รุ่นพี่ – พี่ไม่ได้ทำ พี่กลัวทุนหลุด แต่เขาให้พี่โทรมาหาจี้ให้ได้เลย
เรา – ฮะๆ จี้ก็กลัวเหมือนกันค่ะพี่ โดนทีตายเลย ยังไม่อยากกลับไทย ฮ่าๆๆ
รุ่นพี่ – เพื่อนญี่ปุ่นของพี่ก็ทำอยู่นะ ลูกสาวเขาขึ้นมาหาคนทำงานถึงมหาลัยเลยล่ะ วันนั้นพี่ก็เจอ แล้วไปนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่
เรา – โอ้วววววว สุดยอดดด เอางี้พี่ ถ้าพี่ทำ จี้ก็ทำนะคะ ฮ่าๆ
รุ่นพี่ – พี่ไม่ทำหรอก หน้าตาพี่มันไม่ให้ อีกอย่างพี่ยุ่งจะจบแล้วด้วย
เรา – ถ้าพี่ไม่สวย จี้ก็คงขี้เหร่เลย ถ้าพี่ทำ จี้ก็ทำค่ะ แค่นั้นล่ะค๊า
รุ่นพี่ – ลองไปคุยกับมาม๊าซังเองนะ พี่ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องให้พี่โทรมาชวนด้วย แค่นี้ละจ้า บายๆ
เรา – ได้ค่ะพี่ ขอบคุณนะค่ะ

พอคุยเสร็จแล้วแบบ โอ้ววว ร้านเขาขาดคนขนาดนั้นเลย? 
เราก็ไม่ได้คุยกับมาม๊าซังนะคะ ทำเหมือนแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาม๊าซังก็ไม่ได้ถามอีกเลย 
ยังไงก็ไม่ทำล่ะค่ะ เพราะกลัวทุนหลุดมากๆ ถึงแม้เงินมันจะดี ชวนให้น่าทำก็ตาม 
อีกอย่างเมืองนี้เล็กด้วย ใครทำอะไรก็รู้กันเกือบหมดล่ะค่ะ คำนินทามันมาถึงหูไวมากมาย 555555 

ทำร้านนี้ไปเรื่อยๆ จนปิดเทอมหน้าหนาวค่ะ เราก็หาไบท์ใหม่ เพราะเราไม่ได้กลับไทย 
คิดว่ายังไงก็ต้องว่างมากก เราเลยถามรุ่นพี่ เพื่อน ว่ามีงานอะไรให้เราทำมั้ย และเราก็ได้งานใหม่ค่ะ เป็นงานร้านดอกไม้ล่ะ อิอิ แต่ร้านอาหารไทยก็ทำอยู่นะคะ 

สปอยตอนต่อไป . . .
งานร้านดอกไม้นี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้สกิลติดตัวขึ้นมาเลยย งานนี้เหนื่อยหน่อย แต่สบายใจที่ได้ทำค่ะ 
ตอนปิดเทอมทำตั้งแต่ 12 โมงเช้า – เที่ยงคืน 
แต่เจ้าของร้านชอบโทรมาตอน 8 โมง บอกให้เข้างาน 9 โมงตลอดเลย เอิ่มมม 
ตอนแรกบอกว่า 9 โมงเช้า – เที่ยงคืนไปเลยสิค่ะ ทำงานเยอะมากๆๆ แต่เงินดีมากๆๆเลย
จะเป็นยังไง ได้เงินเท่าไหร่ รออ่านตอนที่ 2 นะคะ ไม่มีปิดบัง อิอิ

***อิดิท***
มีคนถามเข้ามาว่าทำงานกี่ชม.ต่อวันคะ – ขอโทษนะคะที่ลืมบอกไป
ที่นี่ทำงานเวลาน้อยมากเลยค่ะ ทุกทีจะเข้า 6 โมง – 4 ทุ่ม แต่อารมณ์ว่าถ้าไม่มีลูกค้าจะเข้ามา มาม๊าซังก็จะให้เรากลับเลย บางทีอยู่แค่ 2 ชม.ไรงี้เองค่ะ อีกอย่างถ้ามีลูกค้าโทรมาจองตอน 2 ทุ่ม เขาก็จะให้เราเข้างาน 1 ทุ่มครึ่ง มาม๊าซังโคดขี้งกอย่างที่บอกอะคะ เพราะฉะนั้นคำนวณเงินแน่นอนไม่ได้เลยค่ะ (และทำให้เราอยากหาที่ใหม่ด้วย)

วีรกรรมของมาม๊าซังมีอีกเยอะเลยค่ะ 5555 เราโดนมาเยอะเลย แต่พอไปทำที่อื่นทำให้เรารู้สึกแกร่งขึ้นจริงๆ มาม๊าซังชอบบอกว่า “นี่ถ้าไปทำที่อื่นนะ งานจะลำบากกว่านี้อีกเยอะ”

เอิ่มม 

ไม่อยากจะบอกเลยว่า สบายกว่านี้อีกค่ะ มาม๊าซัง – -* 
แหม่ มาม๊าซังเอาอะไรเป็นที่ตั้งละเนี่ย….

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น